ถ้าคุณเคยตั้งจุดขาดทุน (Stop Loss) หรือจุดทำกำไร (Take Profit) แบบ "เผื่อไว้เฉยๆ" หรือ "รู้สึกว่าน่าจะพอ" บทความนี้เขียนมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เพราะเรื่องนี้คือจุดที่ทำให้พอร์ตมือใหม่พังเร็วที่สุด ทั้งที่จริงแล้ว Stop Loss และ Take Profit ควรมีที่มาที่ไปชัดเจน ไม่ใช่ตัวเลขที่ลอยมาจากอารมณ์ตอนนั้น
ทำไมการตั้งตามความรู้สึกถึงอันตราย
เวลาคนเราตั้งจุดขาดทุนตามความรู้สึก มักเกิดจากสองแบบ แบบแรกคือ กลัวขาดทุนมากเกินไป เลยตั้ง Stop Loss ใกล้ราคาปัจจุบันมาก ผลคือราคาขยับนิดเดียวก็โดนปิดไม้ ทั้งที่ทิศทางยังไม่ได้ผิดจริง แบบที่สองคือ ไม่กล้าตัดขาดทุน เลยไม่ตั้ง Stop Loss เลย หรือตั้งไว้ไกลมากแบบไม่มีเหตุผล ผลคือพอร์ตเสียหายหนักเมื่อราคาวิ่งผิดทางจริงๆ
ส่วน Take Profit ก็เช่นกัน บางคนตั้งเป้ากำไรสูงเกินจริงเพราะอยากได้เยอะ สุดท้ายราคากลับตัวก่อนถึงเป้า กำไรที่เคยมีกลายเป็นขาดทุน หรือบางคนตั้งใกล้เกินไปเพราะกลัวกำไรหาย ทำให้ปิดไม้เร็วเกินไปทั้งที่แนวโน้มยังไปต่อได้ จุดร่วมของทั้งสองปัญหาคือการขาดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่เรื่องของการวิเคราะห์กราฟผิดถูก
Stop Loss ควรตั้งจากอะไร
หลักการพื้นฐานที่เทรดเดอร์มักใช้กันคือการตั้ง Stop Loss จากจุดที่ "ถ้าราคามาถึงตรงนี้ แปลว่าแนวคิดการเทรดของเราผิดจริง" ไม่ใช่ตั้งจากจำนวนเงินที่รับได้ ตัวอย่างสิ่งที่นิยมใช้อ้างอิง เช่น
- แนวรับแนวต้าน หากเราคาดว่าราคาจะขึ้นจากแนวรับ จุด Stop Loss ควรอยู่ใต้แนวรับนั้นเล็กน้อย เพราะถ้าราคาหลุดแนวรับไปจริง แปลว่าสมมติฐานของเราผิด
- ความผันผวนของราคาในช่วงนั้น (ตัวอย่างสมมติ เช่น ถ้าราคาคู่เงินนั้นมักแกว่งไปมาในช่วงหนึ่ง การตั้ง Stop Loss ที่แคบกว่าการแกว่งปกติ จะโดนชนบ่อยโดยไม่จำเป็น)
- โครงสร้างราคา เช่น จุดสูงสุดหรือต่ำสุดล่าสุดที่ราคาเคยกลับตัว
สิ่งที่ไม่ควรทำคือเอาจำนวนเงินที่อยากเสียมาคำนวณย้อนกลับเป็นระยะ Stop Loss แล้วไม่สนใจว่าจุดนั้นมีความหมายทางเทคนิคหรือไม่ เพราะถ้าทำแบบนั้น Stop Loss จะไม่มีเหตุผลรองรับ มีแต่ตัวเลขที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจชั่วคราวเท่านั้น
Take Profit ควรตั้งจากอะไร
เช่นเดียวกัน Take Profit ควรอิงจากจุดที่มีความหมายในกราฟ ไม่ใช่ตัวเลขกำไรที่อยากได้ลอยๆ แนวคิดที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่
- แนวต้านถัดไป หากเราซื้อเพราะคาดว่าราคาจะขึ้น จุดทำกำไรที่สมเหตุสมผลคือก่อนถึงแนวต้านสำคัญ เพราะบริเวณนั้นมีโอกาสที่ราคาจะชะลอหรือกลับตัว
- สัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk to Reward Ratio) คือการเปรียบเทียบระยะที่เรายอมเสีย กับระยะที่คาดว่าจะได้ หากระยะ Stop Loss ของเราคือ 20 จุด (ตัวอย่างสมมติ) แล้วเราตั้ง Take Profit ไว้ที่ 40 จุด เท่ากับอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนเป็น 1 ต่อ 2 ซึ่งหมายความว่าต่อให้ชนะไม่ถึงครึ่งของจำนวนไม้ทั้งหมด พอร์ตโดยรวมก็ยังมีโอกาสเป็นบวกได้ถ้าทำตามระบบสม่ำเสมอ
สัดส่วนนี้สำคัญกว่าจำนวนครั้งที่ชนะหรือแพ้ เพราะถึงแม้จะแพ้บ่อยกว่าชนะ แต่ถ้าแต่ละครั้งที่ชนะได้มากกว่าที่แพ้ พอร์ตก็ยังไปต่อได้ในระยะยาว
เช็กลิสต์ก่อนตั้งจุดทุกครั้ง
ก่อนกดเปิดออเดอร์ทุกครั้ง ลองถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้
- เรารู้ไหมว่า Stop Loss ของเราอิงจากจุดไหนในกราฟ และทำไมถึงเลือกจุดนั้น
- ถ้าราคาไปถึงจุด Stop Loss จริง แปลว่าแนวคิดการเทรดของเราผิดไปแล้วใช่ไหม หรือเราแค่กลัวเฉยๆ
- Take Profit ของเราอยู่ก่อนหรือหลังแนวต้านสำคัญ มีเหตุผลรองรับหรือเป็นแค่ตัวเลขที่อยากได้
- สัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนของไม้นี้สมเหตุสมผลหรือยัง
ถ้าตอบคำถามพวกนี้ไม่ได้ชัดเจน นั่นคือสัญญาณว่าเรากำลังตั้งจุดจากความรู้สึก ไม่ใช่จากหลักการ
สิ่งที่ควรเลี่ยงหลังตั้งจุดแล้ว
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้การตั้งจุด คือการไม่ขยับจุดเหล่านั้นตามอารมณ์หลังเปิดออเดอร์ไปแล้ว เช่น เห็นราคาใกล้ชน Stop Loss แล้วรีบขยับออกไปไกลขึ้นเพราะไม่อยากยอมรับว่าคิดผิด หรือเห็นกำไรใกล้ถึง Take Profit แล้วขยับเป้าให้ไกลขึ้นเพราะโลภอยากได้มากกว่าเดิม พฤติกรรมแบบนี้ทำลายวินัยที่วางไว้ตั้งแต่แรก และมักเป็นจุดเริ่มต้นของการขาดทุนหนักกว่าที่ควรจะเป็น
การตั้ง Stop Loss กับ Take Profit ที่ดีไม่ได้แปลว่าจะเทรดชนะทุกครั้ง แต่มันช่วยให้เรารู้ล่วงหน้าว่าแต่ละไม้เสี่ยงแค่ไหน และคาดหวังผลตอบแทนแค่ไหน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเทรดอย่างมีระบบ ไม่ใช่การเดาสุ่มไปเรื่อยๆ
ถ้าอยากเข้าใจเรื่องการบริหารความเสี่ยงแบบนี้ให้ลึกขึ้น พร้อมเห็นตัวอย่างการวางแผนจริงจากวิทยากร ลองมาฟังในงานสัมมนาฟรีของ Welseminar ดูได้ เผื่อจะเจอมุมมองใหม่ที่ช่วยให้วางแผนการเทรดของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น
การเทรด Forex และทองคำมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจและยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อนตัดสินใจลงทุนจริง
_ภาพ: Photo by Vitaly Gariev on Pexels (https://www.pexels.com/photo/businessman-analyzing-financial-documents-in-office-39219776/)_



