หลายคนที่เพิ่งเริ่มเทรดเคยได้ยินกฎนี้มาตลอด ห้ามเสี่ยงเกิน 1-2% ต่อไม้ แต่พอลองถามต่อว่า 1-2% ของอะไร คำนวณยังไง หลายคนตอบไม่ถูก บางคนเข้าใจผิดว่าคือ 1-2% ของเงินที่ใช้เปิดออเดอร์ บางคนคิดว่าคือ 1-2% ของกำไรที่หวังจะได้ ซึ่งทั้งสองแบบผิดหมด วันนี้เรามาคำนวณให้ถูกต้องกันทีละขั้น
1-2% คิดจากอะไรกันแน่
ตัวเลข 1-2% ที่พูดถึงกันนี้ คือเปอร์เซ็นต์ของ เงินทุนทั้งหมดในบัญชี ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ของขนาดไม้ที่เปิด ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ของมาร์จิ้นที่ใช้ และไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ของกำไรที่ตั้งเป้าไว้
พูดง่ายๆ คือ ถ้าไม้นี้โดน Stop Loss เต็มๆ เงินที่หายไปจากพอร์ตทั้งก้อนต้องไม่เกิน 1-2% เท่านั้น ตัวอย่างสมมติ ถ้าบัญชีมีเงิน 50,000 บาท การเสี่ยง 1% หมายถึงยอมให้ขาดทุนได้ไม่เกิน 500 บาทต่อไม้ หากเสี่ยง 2% คือยอมขาดทุนได้ไม่เกิน 1,000 บาทต่อไม้ ตัวเลขนี้คือ เพดานความเสียหายสูงสุด ที่เรากำหนดไว้ล่วงหน้า ก่อนที่จะรู้ด้วยซ้ำว่าไม้นี้จะได้กำไรหรือขาดทุน
สูตรคำนวณเงินเสี่ยงต่อไม้ ทำตามได้ทันที
ขั้นตอนคำนวณจริงๆ ไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด มีแค่สามขั้น
ขั้นแรก หาจำนวนเงินทุนในบัญชี ณ ตอนนั้น เช่น สมมติมี 50,000 บาท
ขั้นสอง เลือกเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่จะใช้ มือใหม่ส่วนใหญ่ควรเริ่มจาก 1% ก่อน เพราะยังไม่คุ้นมือกับการอ่านกราฟและตั้งจุดตัดขาดทุน
ขั้นสาม คูณทุนด้วยเปอร์เซ็นต์ จะได้ จำนวนเงินสูงสุดที่ยอมเสียได้ในไม้นี้ เช่น 50,000 คูณ 1% เท่ากับ 500 บาท
เงิน 500 บาทนี้คือตัวเลขที่เราจะเอาไปใช้คำนวณต่อว่าควรเปิดขนาดไม้เท่าไหร่ โดยดูจากระยะห่างระหว่างจุดเข้าไม้กับจุด Stop Loss ซึ่งเป็นเรื่องการคำนวณขนาดล็อตที่มีรายละเอียดเฉพาะของมันอีกชั้นหนึ่ง สิ่งสำคัญที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ ตัวเลข 1-2% ต้องถูกกำหนดก่อนเสมอ แล้วค่อยไปหาขนาดไม้ที่เหมาะสม ไม่ใช่เปิดไม้ตามใจแล้วค่อยมาดูว่าเสี่ยงกี่เปอร์เซ็นต์
ทำไมตัวเลขแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ถึงสำคัญขนาดนี้
หลายคนอาจคิดว่า 1-2% มันน้อยเกินไป ขาดทุนทีก็แค่หยิบมือ ไม่เห็นต้องซีเรียส แต่ความจริงคือ คณิตศาสตร์ของการขาดทุนติดต่อกันหลายไม้ โหดกว่าที่คิดมาก
ลองดูตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ถ้าเสี่ยง 2% ต่อไม้ และขาดทุนติดต่อกัน 10 ไม้รวด เงินทุนจะเหลือประมาณ 82% ของทุนเดิม ฟังดูยังไม่แย่มาก แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเสี่ยง 5% ต่อไม้ แล้วขาดทุนติดกัน 10 ไม้เท่ากัน เงินทุนจะเหลือเพียงประมาณ 60% ของทุนเดิมเท่านั้น และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ยิ่งพอร์ตลดลงมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องทำกำไรเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อกลับมาเท่าทุน เช่น ถ้าพอร์ตลดลง 20% ต้องทำกำไร 25% ถึงจะกลับมาเท่าทุนเดิม แต่ถ้าพอร์ตลดลง 50% ต้องทำกำไรถึง 100% ถึงจะกลับมาที่เดิม
นี่คือเหตุผลที่ กฎ 1-2% ไม่ใช่เรื่องขี้ขลาดหรือเสียเวลา แต่คือการป้องกันไม่ให้พอร์ตตกอยู่ในหลุมที่ปีนขึ้นมายากเกินไป การเสี่ยงน้อยในแต่ละไม้ทำให้เรามีโอกาสผิดพลาดได้หลายครั้งโดยที่พอร์ตยังอยู่รอด ซึ่งสำคัญมากสำหรับคนที่ยังอยู่ในช่วงฝึกฝนและเรียนรู้
ปรับเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงตามสถานการณ์ได้ไหม
คำตอบคือได้ แต่ต้องปรับอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่ปรับตามอารมณ์ มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเทรดจริงควรเริ่มจาก 1% หรือต่ำกว่า เพื่อให้มีพื้นที่ผิดพลาดเยอะพอจะเรียนรู้ระบบของตัวเองโดยไม่พังพอร์ตก่อน
เมื่อเริ่มมีวินัยและระบบที่พิสูจน์แล้วว่าทำกำไรได้สม่ำเสมอในระยะยาว อาจขยับขึ้นมาที่ 2% ได้ แต่ไม่ควรเกินนี้สำหรับคนที่เทรดเป็นรายได้เสริม เพราะยิ่งเสี่ยงต่อไม้สูง ความผันผวนทางจิตใจก็ยิ่งสูงตาม ซึ่งมักนำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาดซ้ำซ้อน
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดคือการเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงหลังจากขาดทุนติดกัน เพื่อหวังเอาคืนให้เร็วขึ้น พฤติกรรมแบบนี้มักทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก แทนที่จะช่วยแก้ปัญหา
การบริหารความเสี่ยงแบบ 1-2% ต่อไม้ ไม่ใช่สูตรวิเศษที่การันตีว่าจะไม่ขาดทุน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราขาดทุนได้อย่างมีแบบแผน และยังมีเงินทุนเหลือพอที่จะเทรดต่อไปในวันพรุ่งนี้ ซึ่งสำคัญกว่าการพยายามรวยเร็วในไม้เดียว
การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูงและอาจทำให้ขาดทุนเงินลงทุนทั้งหมดได้ ตัวเลขและตัวอย่างในบทความนี้เป็นเพียงการสมมติเพื่อให้เข้าใจหลักการคำนวณเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการรับประกันผลตอบแทนใดๆ ผู้อ่านควรศึกษาและฝึกฝนด้วยความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนจริง
ถ้าอยากเข้าใจเรื่องการบริหารความเสี่ยงและการวางแผนเทรดอย่างเป็นระบบมากขึ้น ลองมาเรียนรู้เพิ่มเติมในสัมมนาฟรีของ Welseminar ได้เลย
_ภาพ: Photo by Numbers On Your Tip on Unsplash (https://unsplash.com/photos/calculator-and-notebook-on-beige-surface--tb6j_YMNmg?utm_source=fxfriend&utm_medium=referral)_



