หลายคนที่เริ่มเทรดใหม่ๆ พอเปิดปฏิทินเศรษฐกิจ (Economic Calendar) ขึ้นมาครั้งแรก มักจะงงว่าทำไมมีข่าวเยอะขนาดนี้ ตัวเลขก็ดูไม่รู้เรื่อง สีก็ต่างกัน บางวันมีข่าว 20-30 รายการ แล้วเราควรสนใจอันไหนบ้าง ไม่งั้นเดี๋ยวจะกลายเป็นว่าตกใจทุกข่าว หรือแย่กว่านั้นคือไม่สนใจข่าวเลยจนโดนตลาดสวิงแรงใส่แบบไม่ทันตั้งตัว
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าปฏิทินเศรษฐกิจอ่านอย่างไร และที่สำคัญคือ ข่าวแบบไหนที่มีโอกาส ขยับตลาดจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขออกมาแล้วเงียบหาย
ปฏิทินเศรษฐกิจคืออะไร ทำไมเทรดเดอร์ต้องดู
ปฏิทินเศรษฐกิจคือตารางที่รวบรวมกำหนดการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของแต่ละประเทศ เช่น ตัวเลขเงินเฟ้อ ตัวเลขการจ้างงาน การประชุมธนาคารกลาง หรือดัชนีความเชื่อมั่นต่างๆ โดยจะมีการระบุ วันที่และเวลาประกาศ ประเทศที่เกี่ยวข้อง และตัวเลขสำคัญสามค่าคือ ค่าพยากรณ์ (Forecast) ค่าครั้งก่อน (Previous) และค่าจริงที่ประกาศออกมา (Actual)
เหตุผลที่ต้องดูปฏิทินนี้ เพราะข่าวเศรษฐกิจคือหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาคู่เงินหรือทองคำ เคลื่อนไหวแรงและรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ ถ้าเราไม่รู้ว่าวันนี้มีข่าวอะไรจะประกาศ อาจถือออเดอร์อยู่แล้วโดนราคาวิ่งสวนทางแบบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ซึ่งต่างจากการวิเคราะห์กราฟทั่วไปที่พอมีเวลาตั้งตัว
ระดับความสำคัญของข่าว ดูยังไงว่าแรงแค่ไหน
ในปฏิทินเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะมีการจัดระดับความสำคัญของข่าวด้วยสี หรือจำนวนดาว โดยทั่วไปแบ่งเป็นสามระดับ
ระดับสูง (High Impact) มักเป็นสีแดง เป็นข่าวที่มีโอกาสทำให้ตลาดเคลื่อนไหวแรงที่สุด เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางใหญ่ ตัวเลขเงินเฟ้อ หรือตัวเลขการจ้างงานสำคัญ
ระดับกลาง (Medium Impact) มักเป็นสีส้มหรือเหลือง เป็นข่าวที่อาจมีผลต่อตลาดบ้าง แต่ไม่ถึงกับทำให้ราคาวิ่งหวือหวา เช่น ดัชนีภาคการผลิตบางตัว หรือยอดค้าปลีกของประเทศรองๆ
ระดับต่ำ (Low Impact) มักเป็นสีเหลืองอ่อนหรือเทา ส่วนใหญ่ตลาดแทบไม่ขยับ เป็นข่าวที่มีไว้ประกอบการวิเคราะห์ภาพรวมมากกว่า
ข้อควรระวังคือ ระดับความสำคัญที่ปฏิทินกำหนดไว้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วไป แต่ในสถานการณ์จริงบางครั้งข่าวระดับกลางก็อาจขยับตลาดแรงได้ ถ้าช่วงนั้นตลาดกำลังจับตาประเด็นนั้นเป็นพิเศษ ดังนั้น สีของข่าวเป็นแค่จุดเริ่มต้น ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
Forecast, Previous, Actual ต่างกันอย่างไร และทำไมส่วนต่างสำคัญกว่าตัวเลขจริง
จุดที่มือใหม่มักเข้าใจผิดคือ คิดว่าตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีแปลว่าสกุลเงินจะแข็งขึ้นเสมอ ความจริงแล้วตลาดไม่ได้มองแค่ตัวเลข Actual แต่มองที่ ส่วนต่างระหว่างตัวเลขจริงกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (Forecast)
สมมติว่าตลาดคาดการณ์ตัวเลขการจ้างงานไว้ที่ 200,000 ตำแหน่ง (ตัวอย่างสมมติ) ถ้าตัวเลขจริงออกมา 250,000 ตำแหน่ง ถือว่าดีกว่าคาดมาก ตลาดมีโอกาสตอบสนองแรงในทิศทางบวกต่อสกุลเงินนั้น แต่ถ้าตัวเลขจริงออกมาเพียง 150,000 ตำแหน่ง แม้จะยังเป็นตัวเลขบวก (มีการจ้างงานเพิ่ม) แต่เพราะต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ตลาดก็อาจตอบสนองในทิศทางลบแทน
นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางครั้งข่าวออกมา "ดูดี" แต่ราคากลับวิ่งสวนทาง เพราะ ตลาดตอบสนองต่อความคาดหวังที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ตัวเลขดิบๆ ส่วนตัวเลข Previous ก็มีประโยชน์ในการดูแนวโน้ม ว่าตัวเลขชุดนี้กำลังดีขึ้นหรือแย่ลงเมื่อเทียบกับครั้งก่อน
ข่าวแบบไหนที่มีโอกาสขยับตลาดจริง
จากหลักการข้างต้น พอสรุปเป็นเงื่อนไขคร่าวๆ ที่ทำให้ข่าวมีโอกาสขยับตลาดแรงได้ดังนี้
ข่าวที่เกี่ยวกับการตัดสินใจของธนาคารกลางใหญ่ เช่น การประชุมอัตราดอกเบี้ย หรือถ้อยแถลงของผู้บริหารธนาคารกลาง เพราะมีผลต่อทิศทางนโยบายการเงินระยะยาว
ข่าวที่ตัวเลขจริงต่างจากที่คาดการณ์ไว้มาก ยิ่งส่วนต่างมาก ตลาดยิ่งมีโอกาสเคลื่อนไหวแรง ไม่ว่าทิศทางจะเป็นบวกหรือลบ
ข่าวที่ตลาดกำลังให้ความสนใจเป็นพิเศษในช่วงนั้น เช่น หากตลาดกำลังกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ตัวเลขเงินเฟ้อที่ประกาศออกมาก็จะมีน้ำหนักมากกว่าช่วงเวลาปกติ แม้ตัวข่าวจะเป็นตัวเดิมก็ตาม
ในทางกลับกัน ข่าวที่แทบไม่ขยับตลาด มักเป็นข่าวที่ตัวเลขออกมาใกล้เคียงกับที่คาดไว้มาก หรือเป็นข่าวระดับรองที่ตลาดไม่ได้ให้ความสำคัญในช่วงเวลานั้น
วิธีใช้ปฏิทินเศรษฐกิจในชีวิตเทรดเดอร์จริง
สำหรับมือใหม่ สิ่งที่ทำได้ไม่ยากคือ เปิดปฏิทินเศรษฐกิจตอนเช้าก่อนเริ่มเทรดทุกวัน แล้วดูว่าวันนี้มีข่าวระดับสูงกี่รายการ เวลาไหนบ้าง ถ้าเรามีออเดอร์ที่ถือค้างอยู่ หรือกำลังคิดจะเปิดออเดอร์ใหม่ ควรรู้ล่วงหน้าว่าช่วงนั้นจะมีข่าวสำคัญหรือไม่ เพื่อวางแผนว่าจะถือต่อ ปิดก่อน หรือหลีกเลี่ยงการเทรดช่วงนั้นไปเลย
การทำแบบนี้สม่ำเสมอจะช่วยให้เรา ไม่ถูกเซอร์ไพรส์จากข่าวที่ควรรู้ล่วงหน้า และเริ่มเห็นแพทเทิร์นว่าข่าวแบบไหนในอดีตที่เคยทำให้ตลาดในคู่เงินที่เราเทรดขยับแรงจริงๆ
การเทรด Forex และทองคำมีความเสี่ยงสูง ตลาดสามารถเคลื่อนไหวรุนแรงในช่วงประกาศข่าวเศรษฐกิจ ผู้เทรดควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน บริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และไม่ควรใช้เงินที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมาลงทุน
ถ้าอยากเข้าใจเรื่องการอ่านปฏิทินเศรษฐกิจและปัจจัยที่ขยับตลาดแบบละเอียดขึ้น ลองมาฟังในงานสัมมนาฟรีของ Welseminar ดูได้ครับ
_ภาพ: Photo by Vitaly Gariev on Unsplash (https://unsplash.com/photos/young-woman-working-at-a-desk-with-laptop-and-laptop-4SpsVc22_6g?utm_source=fxfriend&utm_medium=referral)_



