เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบแคบและพยายามตั้งฐานเหนือระดับ 4,430 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนช่วงสั้นจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ตามการแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของเงินเยนญี่ปุ่น รวมถึงการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่รายงานการเพิ่มปริมาณสำรองทองคำในเดือนสิงหาคมมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023 อย่างไรก็ตาม ทิศทางราคาโดยรวมยังถูกกดดันอย่างหนัก หลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) ของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคมพุ่งขึ้นสู่ระดับ 162,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดกลับมาเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือตรึงดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานขึ้น
การฟื้นตัวของตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ส่งผลโดยตรงให้ดัชนีดอลลาร์ (DXY) และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury Yield) ปรับตัวสูงขึ้นในรอบสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งลดความจำเป็นในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน สภาพแวดล้อมที่ต้นทุนการถือครองทองคำปรับตัวสูงขึ้นนี้กดดันให้เกิดแรงขายทำกำไรในสินทรัพย์ที่ไม่ตอบแทนเป็นดอกเบี้ย แต่ในขณะเดียวกัน แรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-Haven Demand) ยังคงทำงานเป็นระยะ จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะคำเตือนเรื่องการตอบโต้ทางทหารจากฝั่งอิหร่าน รวมถึงความกังวลต่อระดับหนี้สาธารณะทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับข่าวเศรษฐกิจสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์นี้ คือการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรือตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในช่วงกลางสัปดาห์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้ขาดทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ก่อนการประชุมอัตราดอกเบี้ยที่จะถึงนี้ หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาดการณ์ จะยิ่งตอกย้ำแนวคิดเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยและเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลง จะช่วยลดแรงกดดันและส่งผลให้ราคาทองคำรีบาวด์กลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญอีกครั้ง
ในภาพรวมระยะสั้น ตลาดทองคำมีมุมมองเป็น Neutral ถึง Bearish เล็กน้อย เนื่องจากตลาดถูกควบคุมด้วยความวิตกกังวลเรื่องแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยระดับสูงของ Fed แม้จะมีปัจจัยหนุนทางเทคนิคและการเข้าซื้อของธนาคารกลางช่วยพยุงราคาไว้ก็ตาม สรุปแล้ว แนวโน้มราคาทองคำระยะสั้นยังคงผันผวนในกรอบ โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือตัวเลขเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ และทิศทาง Bond Yield ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่าราคาทองคำจะสามารถเบรกผ่านแนวต้าน 4,450-4,500 ดอลลาร์ หรือร่วงลงไปทดสอบแนวรับถัดไปที่ระดับ 4,378 ดอลลาร์ต่อออนซ์



