ตลาดทองคำโลก (XAU/USD) ณ วันที่ 21 กันยายน 2026 ยังคงเผชิญกับการแกว่งตัวในผันผวนสูง โดยราคาสปอตทองคำเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 4,350–4,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับแรงกดดันอย่างหนักจนร่วงลงไปทดสอบจุดต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือนใกล้ระดับ 4,235 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำสามารถฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสภาวะตลาดที่กำลังชั่งน้ำหนักระหว่างนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดการเงินในขณะนี้คือการตัดสินใจของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ 12-0 ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.75%–4.00% ซึ่งนับเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 พร้อมกันนี้ รายงานประมาณการเศรษฐกิจ (Dot Plot) ยังส่งสัญญาณ Hawkish ชัดเจน โดยเจ้าหน้าที่ Fed ถึง 16 จาก 18 ท่าน คาดการณ์ว่าระดับอัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2026 จะขึ้นไปอยู่ที่ค่ากลาง 4.1% ส่งผลให้ตลาดรับรู้ว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ เพื่อสยบอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2%
การส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อได้ผลักดันให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ทรงตัวแข็งค่าขึ้นแถวระดับ 100.20–100.50 ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Yield) ก็พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี โดยบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ทะยานแตะระดับใกล้ 5.00% (ล่าสุดรอบ 4.99%) และบอนด์ยีลด์อายุ 2 ปี ขยับขึ้นมาที่ 4.76% ปกติแล้วยีลด์และเงินดอลลาร์ที่พุ่งสูงเช่นนี้จะเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อทองคำ เนื่องจากเป็นการเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำกลับแสดงความแข็งแกร่งอย่างประหลาดและพยุงตัวได้อย่างมั่นคง เนื่องจากมีปัจจัยหนุนมหาศาลจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลด้านพลังงานในสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานสูงเกิน 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผสานกับความกังวลเรื่องการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ความเสี่ยงของเงินเฟ้อด้านพลังงาน (Energy-Driven Inflation) ได้ดึงดูดแรงซื้อทองคำในฐานะ Safe-Haven เข้ามาช่วยดูดซับแรงขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ประกาศล่าสุด ดัชนี Philadelphia Fed Manufacturing Index และยอดขายบ้านที่รอการปิดการขาย (Pending Home Sales) ขยับขึ้น 0.3% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความทนทาน ส่วนปฏิทินเศรษฐกิจที่นักลงทุนต้องติดตามใกล้ชิดในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Flash PMI) ภาคการผลิต (คาดการณ์ 53.4 / เดิม 53.9) และภาคบริการ (คาดการณ์ 56.0 / เดิม 56.5) ในวันที่ 23 กันยายน รวมถึงตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (คาดการณ์ 201K / เดิม 196K) ในวันที่ 24 กันยายน และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) ในวันที่ 25 กันยายนนี้
โดยสรุป ภาพรวมของตลาดทองคำในปัจจุบันจัดอยู่ในภาวะ Neutral ถึง Bullish เล็กน้อย (Slightly Bullish) เนื่องจากแม้ปัจจัยกดดันด้านนโยบายการเงินของ Fed ดอลลาร์ที่แข็งค่า และบอนด์ยีลด์ระดับสูงจะคอยกดดันราคาทองคำไม่ให้พุ่งขึ้นรวดเร็ว แต่ปัจจัยพื้นฐานจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย แรงซื้อสะสมจากธนาคารกลางทั่วโลก และความกังวลต่อวิกฤตพลังงานรวมถึงหนี้สาธารณะ ได้ทำหน้าที่เป็นฐานรองรับราคาไว้อย่างแข็งแกร่ง
สำหรับแนวโน้มระยะสั้น คาดว่า XAU/USD จะเคลื่อนไหวผันผวนในลักษณะพักฐานเพื่อรอทิศทาง โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ 4,235–4,240 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีแนวต้านสำคัญที่ต้องผ่านไปให้ได้ที่ระดับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดคือ สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางว่าจะบานปลายจนดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อให้สูงขึ้นอีกหรือไม่ รวมถึงการส่งสัญญาณเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ Fed ต่อทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยในรอบการประชุมถัดไป



